SUN AND NOON - III
posted on 12 Dec 2011 22:00 by arasen. . . . . . .
เจ้า ไม่ใช่มนุษย์
ร่างสูงกล่าวเสียงต่ำ นั่นเองที่ทำให้ร่างโปร่งเข้ามาภายในอาณาเขตแห่งนี้ได้ อาณาเขตที่กันต่อมนุษย์ทุกคน ไม่เว้น แต่หากไม่ใช่มนุษย์ ย่อมสามารถเข้ามาได้ง่ายดาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่เดินผ่านผืนป่าเป็นปกติ ร่างสูงลุกยืนมองร่างโปร่งที่คงนอนคู้ตัวนิ่งบนพื้น ความเงียบครู่หนึ่ง ร่างสูงเอ่ยต่อเมื่อเดินไปยังมุมแต่ละมุมทั้งสี่ภายในห้อง เผ่าพันธุ์อื่นนอกเหนือจากมนุษย์ตอนนี้หาพบเจอยากยิ่ง ไม่เหมือนดั่งเช่นกาลก่อน มือเปล่าลูบแผ่นกระดาษลงลวดลาย วูบเดียวพลันเปลี่ยนสี ส่องประกายเรืองลางและหายไป มุมทั้งสี่เสร็จสิ้น อาณาเขตต่อร่างโปร่งนั้น ประตูที่เปิดมองเห็นสวนภายนอกถูกเปิดออก แม้สายฝนยังตกหนักหากไม่สาดเข้ามาถึง ร่างสูงยืนมองบรรยากาศภายนอกตรงชานประตู กล่าวต่อโดยไม่หันมองสนใจผู้ฟัง น่าแปลก แม้ตนไม่มั่นใจว่าตอนนี้ จะมีเผ่าพันธุ์ใดหลงเหลือมาจากกาลก่อนบ้าง นอกจากพวกมนุษย์ที่ขยายเผ่าพันธุ์อย่างกว้างไกล ปกคลุมผืนดินอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ช่างอ่อนแอเหลือ หากความกระหายนั้นก็กระตุ้นกระสรรค์ได้ทุกสิ่ง เผ่าพันธุ์อื่นลดน้อย ยากจะพบเจอได้อีก ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ และการกันอาณาเขตหลายชั้นต่อเผ่าพันธุ์หนึ่งเหนื่อยหน่ายเกินไปสำหรับตน
ร่างสูงหยุดชะงักปล่อยให้เพียงเสียงจากสายฝนกระทบการรับรู้ ก้มหน้าส่ายศรีษะนึกถึงบางสิ่งขึ้นมา ยักยิ้มเยาะตนเอง หันมองร่างโปร่งยังคงนิ่ง ตนพูดมากเกินไป ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ ต้องการความจริงจากปากร่างโปร่งนั้น
ความจริงความจริงความจริง ร่างโปร่งกร่นเสียงต่ำคงท่าเดิม ใบหน้าแห้งผาด ตนไม่ใช่มนุษย์หรือ ใช่ ไม่ใช่ หากแต่ไม่ใช่ไม่ใช่มนุษย์เช่นกัน พยายามยันตัวลุกนั่ง ยากเย็น สายตาจ้องร่างสูงไม่ไกลชัดเจน เขม็งตึง คิ้วขมวดด้วยความโกรธเจ็บใจ ร่างสูงนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้พูดพูดต่อไป และถึงตนจะเป็นใคร ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกจับอยู่เช่นนี้อย่างนิ่งเฉยแน่ ร่างโปร่งพุ่งตัวเข้าหาตัวเจ้าของอาณาเขตห้อง หมายชกหน้าตรงด้วยความแรง รวดเร็ว หากไม่เพียงพอ ร่างสูงไม่หลบ แต่สวนหมัดเข้าท้องน้อยร่างโปร่งก่อน แรงประสานสวนทาง เจ็บหนัก ทรุดร่างแทบเท้าผู้ชนะตรงหน้า ไอกระอักเลือดก้อนโต ไร้ความหมาย ความคิดของร่างโปร่งพันกันยุ่งเหยิง เสียงใดไร้ความหมาย แวบเสียงร่างสูงห่างไกล สายตาเงยมองร่างเบื้องบนพร่าเลือน และดับวูบ รวมสติทั้งสิ้น
. . . .
ในวันที่เด็กน้อยเกิดลืมตามองโลกใบนี้ครั้งแรก ทั่วทั้งเมืองมีแต่ความปรีเปรมปิติยินดี ชาวเมืองต่างกล่าวแสดงความยินดีทั่วทั้งหมด รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การฉลอง ต่างเห็นพ้องกันว่าเด็กน้อยนั้นจะยิ่งใหญ่ดั่งเช่นบิดา สีทรงผมและลอยปราณของตระกูลผู้ปกครอง รวมทั้งสีดวงตาดั่งท้องฟ้ายามบ่ายอันสว่างไสว เสียงพ้องพร้อมใจบอกกว่างว่าเด็กน้อยนี้คือเด็กแห่งโชคชะตา นำพาความรุ่งเรืองสู่เผ่าพันธุ์ของตน
การฉลองเริ่มขึ้นและจบลงนานนับเดือน เด็กน้อยเติบโตอย่างสดใสแล้วแข็งแรง ซุกซนตามประสาเด็กกำลังโต พูดคุยฉะฉาน ฉลาดเฉลียว อาจมากกว่าบิดาของเด็กน้อยเมื่อเยาว์วัยด้วยซ้ำ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขาน แม้รูปการส่วนใหญ่ถอดแบบจากบิดา หากแต่ดวงตาและใบหน้านั้น ถอดแบบจากมารดาแทบทั้งสิ้น กระทั่งนิสัยบ้าบิ่นด้วยซ้ำ ยังเสียงหัวเราะแก่ชาวเมือง รวมทั้งตัวบิดามารดาของเด็กน้อยด้วย กระนั้นก็ไม่มีใครว่าร้ายถึงความเสียกายเล็กน้อยในสายตาผู้ใหญ่จากน้ำมือเด็กน้อยเลยสักผู้เดียว มิใช่ด้วยตำแหน่งฐานะ หากแต่ด้วยความเอ็นดู เมื่อทำผิด ก็ตักเตือนให้เรียนรู้ เด็กน้อยฉลาด รู้จักปรับปรุงตัวไม่ทำผิดซ้ำสอง สิ่งที่ผิดคือสิ่งที่ผิด ไม่มีวันถูกต้อง สิ่งที่เด็กน้อยเรียนรู้จากสังคมทุกชนชั้น แต่ความซุกซนใช่จะลดน้อยลงไป ครั้งนึงที่ไปวิ่งเล่นจนพลักตกเขาสูง เคราะห์ดีที่สาหัสแต่รักษาหายทันท่วงที และครั้งหนึ่งที่ลืมประมาณตนให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ บ้างที่ขาดความยั้งคิด บ้างที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ แต่เด็กน้อยก็ได้รับคำสอน ได้รับการให้อภัย อาจเคราะห์ดีที่ไม่เคยมีครั้งใดจากการกระทำของเด็กน้อยที่ทำให้มีการเสียชีวิตหรือพิกลพิการกันไป
เด็กน้อยค่อยค่อยเติบโตและเรียนรู้ แต่ละปีแต่ละฤดูกาลที่ผ่านพ้นไป รวมทั้งหน้าที่ที่เพิ่มมาขึ้นตามกาลเวลาจากฐานะตน อีกเพียงปีเดียวเด็กน้อยต้องเข้ารับการศึกษาขึ้นต้นจากโรงเรียน อีกเพียงปีเดียง เด็กน้อยจะอายุครบสิบปี
ใช่ ที่เด็กน้อยไม่เคยสร้างความร้ายแรงใดใดจนถึงขั้นเสียชีวิต หากแต่ เพราะตัวเด็กน้อยนั่นเอง เรื่องร้ายแรงหาที่สุดไม่ได้ในชีวิตของเด็กน้อย จึงเกิดขึ้น
. . . .
ความฝันอันเลือนลาง ห่างไกล
ความทรงจำฝังลึก ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่อาจหวนคืนกลับ
ร่างโปร่งลืมตาตื่นในห้องเดิม บนฟูกเดิมเรียบร้อย หากสายฝนหยุดเงียบ ค่ำคืนหมุนเวียนมา แสงจันทร์สาดส่องผ่านประตูบานเดิมกระทบใบหน้าร่างที่นอนอยู่
พระจันทร์เต็มดวง
เจ็บ
. . . .